วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

pronunsiation

Pronunciation

Linking /j/ & /w/

posted on 29 Sep 2009 13:17 by kickapu  in Pronunciation
อ๊า งงชิมิ๊หล่ะ ชื่อ entry แปลกๆ

แต่ก็ดีแล้วค่ะที่แปลกจะได้เข้ามาอ่านกันเยอะๆไง 
ก่อนอื่นมาพบกับข่าวดีกันหน่อย
แต่น แตน แต๊น ... Grammarman สอบเสร็จแล้ว เย้! รอดชีวิตมาได้หลังจากที่สอบ final มาราธอนเจ็ดวันติดกัน ไม่เว้นเลยนะแม้ซักวัน พึ่งเคยเห็นตารางสอบแบบนี้เหมือนกันค่ะ โหดจัด วือๆ
หลังจากนี้ไป คงได้มาอั๊พเดทบล็อคบ่อยๆแล้วหล่ะ ดีใจมั๊ยคะทุกคน เย้ๆ 

โอ๊ย ลายตา
 
วันนี้มาพูดเรื่อง /j/ (เหย่อะ) เยอะๆ กันดีกว่า
ทฤษฎี Linking /j/
พวกเราเคยทราบหรือสังเกตมั๊ยคะว่า ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่
คำที่ลงท้ายด้วยเสียง อี
หรือไม่ก็
คำที่มีสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ เช่น เสียงไอ(อะอิ) เอ (เอะอิ)
ผู้พูดจะชอบออกเสียง /j/ ตรงคำถัดไปที่ตามมาติดๆ โดยที่คำนั้นไม่ใช่เสียง /j/ เหย่อะ เลยแม่แต่น้อย
กฏข้อแรกมีอยู่ว่า คำที่ตามมานั้นจะต้องเป็นเสียงที่ขึ้นด้วยสระเท่านั้น
เช่น
I agree คำนี้มักออกเสียงว่า ไอเหย่อะกรี
เพราะคำว่า I ที่แปลว่า ฉัน เป็นคำที่มาจากสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ /I/
ไม่เชื่อ ลองออกเสียง อะอิ อะอิ อะอิ เร็วๆแบบ high speed ลองดูสิคะ มันจะเป็นเสียง "ไอ" ไหม
โอ้... อะอิ อะอิ อะอิ => ไอ ไอ ไอ (ก้ากๆ หลายคนลิ้นเริ่มพันกันแล้ว)
 
I am ออกเสียงอย่างไรคะ ติ๊กต่อกๆ
ใช่แล้วค่ะ ออกเสียงว่า ไอแยม
I ought to = ไอยอดทู
 
มาดูแบบยาวๆกันหน่อย
They are, aren't they? มันออกไงหว่า
คำว่า they ออกเสียงว่า เด ใช่มั๊ยคะ แสดงว่ามันเป็นเสียง สละ เอ
เสียงสระเอ ก็มาจาก เอะอิ เอะิอิ เอะอิ แบบ high speed เอะอิ เอะอิ เอ เอ เอ (ลิ้นพันกันไปอีกหลายรอบ)
สรุปแล้ว คำว่า they เป็นเสียงสระผสมที่ลงท้ายด้วยเสียง อิ เพราะฉะนั้น เสียงของคำที่ตามมาจะต้องเป็นเสียง 
เหย่อะ แต่อย่าลืมกฏข้อแรกนะ คำที่ตามมาจะต้องเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วยเสียงสระเท่านั้น
เฉลยแล้วนะ
 
"เดยาร้านเด้?" 
 
หลายคนบอก มัน ร้านเด้ ตรงไหน
เพราะหลังคำว่า are คือคำว่า are ไง
are ตัวแรก ลงท้ายด้วย re เป็นเสียง r จากนั้น are ตัวต่อมาเสือกมาขึ้นต้นด้วยเสียงสระอีก
เลยต้องปรับตัวเองให้เข้ากับกฏของ Linking /r/
แหะๆ เรื่อง Linking /r/ มันมีเยอะและต้องใช้ความละเอียดในการบรรยายมาก เอาไว้รอ entry หน้านะคะ รับรองไม่ลืมแน่ อย่าลืมเตือนกันหล่ะ
 
แล้วกฏนี้มีไว้ทำอะไร?
ก็เพื่อให้ชีวิตไม่ลำบากในการออกเสียงไงหล่ะ
เวลาเราออกเสียง อี หรือ เสียง ไอ เอ ตำแหน่งปากของเราจะอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการออกเสียง /j/ ที่ตามมาติดๆมากกว่า
อีเหย่อะ อีเหย่อะ => ง่ายเนอะ
ง่ายกว่าออกเสียงว่า อีอะ อีอะ อีก เพราะปากของเราจะถูกขัดจังหวะเพื่อรอการเปลี่ยนตำแหน่งปาก
(ชักงงและมั่ว)
 
มาถึงช่วง Linking /w/ บ้ืาง
ก็มีกฏคล้ายๆกัน มีข้อแรกและข้อเดียวเหมือน Linking /j/ เลย แล้วจะมีข้อไปทำไปหนิ
เมื่อมีเสียงที่ลงท้ายด้วยเสียง อู
หรือ มีเสียงสระผสมที่เสียงนั้นลงท้ายด้วยเสียง อุ เช่น เสียง โอว (โอะอุ) 
โอะอุ โอะอุ โอะอุ => โอว โอว โอว
โอ้ เสียง o ออกเสียงว่า โอะอุ แบบ high speed เหรอนี่
ส่วนคำที่ตามหลังเสียงพวกนี้ ถ้าขึ้นต้นด้วยเสียงสระ จะปรับเปลียนกลายเป็นเสียง เหว่อะ /w/ ทันที
เช่น
Go on! (โกว่อน)
Go in! (โก่วิ่น)
ยาวๆมั่งดีกว่า
Are you inside, or are you outside? อาร์ยูวินไซ้ด์ ออรา ยูเว้าไซ้ด์
โอ้ ชีวิต ถ้าออกไม่ได้ แนะนำให้พูดอย่างที่เราเคยพูดดีกว่า่ค่ะ ไม่ต้องฝืนธรรมชาติตัวเองหรอก แหกกฏไปเลย ฝรั่งคงรู้เรื่องอยู่นิดนึงค่ะ แต่ถ้าเราฟังพวกเขาพูด ขอให้ฟังทันและแยกให้ออกก็พอค่ะ
Who is? ฮูวิ้ส
You are. ยูวาร์
 
กฏนี้มีไว้ทำไมอีก เหมือน Linking /j/ เดี๊ยะเลยพี่น้อง
ลองออกเสียงว่า โอะอุเหว่อะ สลับกับ โอะอุเออะ
และสังเกตตำแหน่งปาก อันไหนเราถนัดก็ใช้อันนั้นแหล่ะค่ะ
อิอิ
ไปและน๊ะ ชะแว๊ป
 
 
Reference : Kelly, Gerald.2000. How to teach pronunciation, Longman.
 

Word and Sentence Stress (1)

posted on 10 Aug 2009 23:23 by kickapu  in Pronunciation
โอโย้ยโย๋  Pika Pika Pikachu!! มาทักทายกันแบบ Grammarman
กว่าจะโผล่หน้ามาอั๊พได้นะ Grammarman  ก็มันคิดไม่ออกว่าจะอั๊พอะไรดี แอ๊บแบ๊วดีมิ
ไอ้สอนภาษาอังกฤษน่ะใครๆก็ทำได้ แต่จะทำให้มันน่าสนใจและแปลกใหม่นี่สิ มันไม่ง่ายเลย ต้องงัดแงะกลยุทธ์หลายอย่างทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำมุขให้แป้ก อาโฮะๆ Grammarman ก็เลยพยายามที่จะหาอะไรที่แปลกใหม่มานำเสนอเข้าไว้ แต่ภาษายังไงๆมันก็อยู่อย่างงั้นมันไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือแปลกใหม่ไปไหน นานๆทีจะโผล่สำนวนแปลกๆมาทีนึง 
เอาอย่างงี้แล้วกัน Grammarman เลยอยากที่จะนำเสนออะไรที่ เหมือนเดิมๆ แต่เป็นความเหมือนเดิมที่แตกต่างหรืออาจจะแปลกใหม่สำหรับใครบางคน จะได้ไม่น่าเบื่อกัน (เอ๊ะ มันมีงี้ด้วยหรอ) ไอ้ที่พวกเรารู้กันอยู่แล้วถ้าเอามานำเสนอมันก็น่าเบื่อ แล้วใครจะมาอ่านบล็อคของ Grammarman กัน งือๆ
 
ถ้าตอนนี้คุณแหงนขึ้นไปดูแถบ Title ของ Entry นี้จะเห็นคำว่า Word and Sentence Stress
อยากให้เราลองติดตามและพิจารณาดูว่ามันมีหลักการและสำคัญอย่างไร ที่สำคัญ Grammarman มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างจากที่เราเคยเรียนและรู้ๆกันมาอย่างไร
What is word stress?
ขอให้พวกเราลองพยายามออกเสียงคำเหล่านี้ด้วยตัวเอง
qualify, banana, understand
ให้สังเกตจะเห็นว่าแต่ละคำจะมี 3 พยางค์  และแต่ละคำจะมีอยู่ 1 พยางค์ที่ออกเสียงชัดกว่าพยางค์อื่นๆ ถ้าไปเปิดดูในดิกชันนารี หรือไม่ก็ฟังจาก native speaker จะได้ยินเสียงเน้นเหมือนๆกัน (*พยางค์ที่แสดงเป็นตัวพิมใหญ่ หรือ captitals [บรรทัดข้างล่าง] คือ พยางค์ที่เน้นเสียง (stressed syllables) นะจ๊ะ)
QUAlify , baNAna and underSTAND (understand มีสามพยางค์นะคะ)
พยางค์ที่เน้นเสียงนั้นจะมีระดับเสียงที่่ต่างจากพยางค์อื่นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นเสียงสระก็จะยาวกว่า
ตารางข้างล่างนี้ก็จะแสดงการเน้นเสียงที่มีได้ทั้ง พยางค์แรก พยางค์ที่สอง และพยางค์สุดท้าย (สำหรับคำที่มี 3 พยางค์เท่านั้นนะ)
* O = stressed syllables , o = unstressed syllables

Ooo
oOo
ooO
SYLlabus
enGAGEment
usheRETTE
SUBstitute
baNAna
kangaROO
TECHnical
phoNEtic
underSTAND

 แหมๆ ไม่สะใจเลย ถ้าอัดเสียงได้จะอัดมาให้ฟังและ อธิบายไม่สะใจเลย แต่ทำไม่เปง งือๆ
 แต่ถ้าในกรณีที่เราสังเกตไม่ได้ว่าแต่ละคำมันเน้นพยางค์ไหนหล่ะ ก็ลองเอาคำพวกนั้นมาเป็นคำถามดู จินตนาการเมื่อเราถามคำถามแบบประหลาดใจ
SYLlabus? baNana? KangaROO?  งือๆ บางคำก็ง่ายที่จะหาจุดเน้น แต่บางคำเนี่ยสิขอแนะนำให้เปิดดิกชันนารีกันและฟังภาษาอังกฤษกันบ่อยๆ มันไม่ใ่ช่ภาษาเรานี่ มันต้องอาศัยความหมั่นเพียรในการจดจำหรือสังเกตบ่อยๆ บางครั้งมันขึ้นอยู่ที่ sense เพราะถ้าคุ้นเคยกับภาษาแล้วเราจะจับจุดได้เอง มันสมควรที่จะเน้นพยางค์ไหน
เรื่องการ stress เสียง (เน้นเสียง) นี่สำคัญมากเลยนะ stress ผิด 1 จุด เจ้าของภาษาที่ไม่เคยฟังสำเนียงกะเหรี่ยงแบบไทยๆจะไม่เข้าใจแม้แต่นิดเีดียวเลยหล่ะ เขาจะถามคุณใหม่จนคุณต้อง stress ให้ครบทุก steps ทุกพยางค์ เลยก็มี เป็นเรื่องขำขำไป
 What is untressed?
นี่แน่ะ ถ้าคำไหนที่ไม่เน้นก็ไม่ใช่คำที่ Stressed สิก็รู้แล้วน่า เอามาบอกทำไมอีก
เหอะน่าอ่านต่อเหอะ ถ้าอธิบายแค่นี้ก็ไม่ใช่ Grammarman เอาให้มันกระอักเลือดกันไปเลย จะได้จำจำ ไม่มีวันลืม
พวกเรารู้จัก 'schwa'  ไหม (เออะชวา ควบ ชอวอ เข้าด้วยกันแบบเร็วๆ)
มันคือ ə ออกเสียงว่า เออะ สั้นๆแบบไม่เน้น (ตัว e กลับหัว) ก้ากๆ ไม่ขำ
เสียง ə schwa ส่วนใหญ่มักจะปรากฎในรูปของในพยางค์ที่ไม่เน้น เช่น
คำที่ไม่เน้นหรือมีเสียง schwa ในพยางค์แรก คือ
about =  /əˈbɑʊt/
(เออะ'บ๊ะอุทึ) ออกเสียงเร็วๆจะดูเหมือน เออะ'บ้าวท์
คำที่มีเสียง schwa ในพยางค์ที่ 2
paper = /'peɪ.pǀəʳ/ , /'peɪ.pǀɚ/
('เพะอิเพอะ) ออกเสียงเร็วๆ จะดูคล้ายว่าออกเป็น 'เพพเพอร์ ถ้าเป็นสำเนียง rothic แบบอเมริกันจะมีเสียง r แบบม้วนลิ้นห่อปากเข้ามาด้วยก็จะเพราะมากๆ เห็นมั๊ย ตัว r ที่ห้อยโต่งเต่งอยู่ข้างบนตัว schwa มันคือ super R script แสดงความเป็นอเมริกันจ๋าอย่างเห็นได้ชัด
ไอ้ตัวมะยึกมะยือเขาเรียกว่า phonetic symbols คือ สัญลักษณ์แทนเสียง หรือ สัทอักษร กว่าจะพิมพ์ได้แต่ละตัวเหนื่อยนะเนี่ย เพื่อผู้อ่านค่ะ Grammarman ทำได้ fighting!
 คำที่มีเสียง schwa ในพยางค์ที่ 3
engagement = /ɪnˈgeɪdʒ.mənt/ 
(อิน'เก้ะอิ่ึเหมิ่นทึ) ออกเร็วๆ เสียงจะดูเหมือนกับ เิอิ่น'เก้จเหมิ่นท์
ส่วน ที่ทำตัวหนาๆ ให้ออกเสียง ก้องๆ ให้เส้นคอสั่นๆไปเลย
โอย ที่จริงหา font ตัว d กับเลข สาม ที่ติดกันไม่เจอ (ใช้ภาษาให้เข้าใจง่ายๆงี้นี่แหล่ะ ขออภัยที่ขัดใจนักศึกษาภาษาศาสตร์หรือ phonetics ด้วยนะคะ) ให้จินตนาการว่ามันติดกันก็แล้วกันนะคะ ตา Grammarman จะลายก่อน
ส่วนตารางข้างล่างก็คล้ายๆกับตารางข้างบน แต่จะเน้น unstressed syllable เป็นตารางที่แสดงเสียงที่ไม่เน้น
ซึ่งจะเป็นเสียง ə schwa (เออะชวา) มีการขีดเส้นใต้กำกับไว้

Ooo
oOo
ooO
SYLlabus
enGAGEment
usheRETTE
SUBstitute
baNAna
kangaROO
TECHnical
phoNEtic
underSTAND
คำที่ขีดเส้นใต้การออกเสียงขอเน้นไปในทาง เออะ เออะ เข้าไว้ แบบไม่ต้องเน้นเสียงหนัก หรือแทบไม่ได้ยินเลยก็ได้
อ่ะ ลองออกเสียงกัน
ซิ๊ลเหล่อะบั้ส
เท้คหนิ่เคิ่ล
เหบ่อะแน๊เหน่อะ
เฟินแนดิค
อั๊ชเช่อะเรท
แคงเก่อะรู๊
อั๊นเดอแต้นด์
เห็นตัวอย่างบางส่วนแล้ว ลองไปหัดออกเสียงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมได้นะคะ ฟังบ่อยๆ เปิดดิกชันนารีเพื่อดูเสียงเน้นไม่เน้นบ่อยๆ แล้วสำเนียงเราจะดีขึ้นค่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกนะ Grammarman ขอแนะนำให้หัดสังเกตไอ้ตัวมะยึกมะยือด้วย (phonetic symbols) เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการฝึกออกเสียงอื่นๆนะคะ ทุกเสียงในภาษาอังกฤษมีสัญลักษณ์แทนเสียงหมดค่ะ เพื่อให้เข้าใจกันทั้งหมดในการออกเสียงสระและพยัญชนะแต่ละตัว
 
ส่วน entry นี้ยังไม่หมดแค่นี้ นี่แค่เรื่อง word stress  ครั้งต่อไปจะมี rules of word stress และ sentence stress ไอ้เจ้าตัวหลังเนี่ยจะแยกออกมาอีกมากมายเลยค่ะที่เราจำเป็นต้องศึกษา
Grammarman ก็จะพยายามทำตัวให้ว่าง และเรามาศึกษาด้วยกันใหม่ค่ะ
รักแฟนๆผู้อ่านทุกคนน๊า ถ้าชอบอย่าลืม Leave Comments เยอะๆนะค๊า
แล้วเจอกันจ้า Catch you later!!
 
References : Kelly, Gerald.2000. How to Teach Pronunciation, Longman., Cambridge English Pronunciation Dictionary.
   ................................................................................

Pronunciation is very ... important

posted on 06 Jul 2009 22:06 by kickapu  in Pronunciation
Why should you study English pronunciation?
ทำไมคุณจะต้องเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วย
ประการแรกคือ First Impression (ความประทับใจเมื่อแรกได้ยิน)
แน่นอนการออกเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะผู้ฟังจะสามารถแยกแยะสำเนียงผู้พูดได้ว่าเป็นกะเหรี่ยงมาจากประเทศไหน
มีอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟัง
ในคาบเรียนหนึ่งของอาจารย์ที่เป็นเจ้าของภาษา (native speaker) เริ่มต้นการสนทนากับนักเรียนกลุ่มหนึ่งว่า
"So, do you speak good English?".
Tom นักเรียนคนนึงตอบว่า "We think so"
อีกคนนึงสวนมาอีกว่า "It sure sounds like you do".
สังเกตว่า เราพูดแค่สามคำ อาจารย์ก็รู้แล้วว่าภาษาอังกฤษของเราเป็นยังไง ดีหรือไม่
ทำไมอาจารย์ถึงคิดว่า ภาษาของเราดี เพราะว่าเราใช้ศัพท์ยากใช่มั๊ย
โอ้ ไม่เลย
หรือว่าเราใช้โครงสร้างไวยากรณ์ระดับสูง
ก็ไม่ใช่อีกหล่ะ
มันก็คือสำเนียงกะเหรี่ยงของเราต่างหาก
 
เมื่อเราเจอใครซักคน และเราได้พูดกับเขาไปแล้วประมาณสองหรือสามประโยค  คุณคิดว่าเขาจะสังเกตถึงการไม่รู้ศัพท์ของคุณหรือว่าไวยากรณ์ที่ห่วยๆรึเปล่า
อาจจะไม่ (ยังไม่รู้หรอก ไม่กี่ประโยคเอง เก้กเอาไว้)
แต่พวกเขาก็สามารถตีไต๋คุณได้ว่า สำเนียงของคุณน่ะมันไม่ใช่เลย (ถ้าจะพูดว่าแย่มันจะแรงไป เพราะคนที่สำเนียงดีมีเยอะแยะมากมาย)
เจอกันครั้งแรกพวกเขาก็คงตรีตราไว้ในความทรงจำทันทีเลยว่า สำเนียงคุณเนี่ยนะ แย่จัง
สำเนียงเนี่ยนะ ช่างสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็นเสียจริงๆ
 
การออกเสียงสร้างการสื่อสาร (Communication)
การออกเสียงที่ดีควรจะเป็นสิ่งแรกที่เราจะเรียนในภาษาอังกฤษ
เราอยู่ได้ดยไม่ต้องพึ่ง advanced vocabulalies เพราะเราสามารถใช้ศัพท์ง่ายพูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดได้
เราอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่ง advanced grammar เพราะว่าเราสามารถใช้ simple grammar แทนได้
แต่มันไม่มี simple pronunciation น่ะสิ ถ้าสำเนียงเราไม่ดีก็หมายความว่า เรา เป็น กะเหรี่ยง
ว๊ากๆ แงๆ ม่ายเอาๆ ช้านไม่อยากเป็นกะเหรี่ยง
 
ผลของ bad pronunciation นี่มันน่าสลดใจนะ ถึงแม้ว่าเราจะใช้ศัพท์ยากถึงเพียงใด ไวยากรณ์ยากแค่ไหน ก็ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการที่จะบอกเลย
ตัวอย่างนะ ถ้าคุณออกเสียง Sleep ว่า สลิป โดยไม่รู้ว่าที่ถูกคือ สลีี...ป  (ยาวๆ) จะเป็นปัญหาหนักให้กับ native speaker ได้
คุณจำเป็นต้องรู้ว่า ee ออกเสียงยังไง
มาดูบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงคนนี้บอกว่า
"เมื่อไรก็ตามที่ฉันพูดกับผู้คนในประเทศอเมริกา พวกเขาก็ถามฉันตลอดว่า What? What? ฉันต้องพูดประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าพวกเขาจะ ""Ah-ha"" เข้าใจได้ มิหน่ำซ้ำยังทวนประโยคเดิมที่ฉันพูดอีก มันเป็นอะไรที่เสียหน้ามากๆเลย ฉันรู้ว่าศัพท์และไวยากรณ์ฉันดี แต่ไม่มีใครเข้าใจฉันเลย เป็นเพราะว่าการออกเสียงของฉันแน่ๆ ฉันมีแรงกระตุ้นที่จะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษแล้วหล่ะ"

Can you communicate in English?

คุณสามารถสื่อสารในภาษาอังกฤษได้หรือไม่
นักเรียนภาษาอังกฤษหลายคนบอกว่า ฉันไม่อยากเรียน pronunciation เลย ฉันแค่อยากสื่อสารเป็นก็แค่นั้น
พวกเขาเหล่านั้นคิดว่าพวกเขาสื่อสารภาษาอังกฤษได้เพราะสามารถสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนๆด้วยกันเข้าใจได้
อย่าคิดอย่างงี้เป็นอันขาดนะจ๊ะ เราควรที่จะจำไว้ว่า:
อาจารย์ของคุณได้ยินสำเนียงกะเหรี่ยงก่อนคุณมาตั้งหลายปี พวกเขาเข้าใจโดยง่ายเมื่อคุยกับคนที่มีสำเนียงคล้ายคลึงกัน
เพื่อนคนอื่นๆของคุณก็มาจากถิ่นเดียวกันกับคุณ ดังนั้นพวกเขาก็พูดภาษาอังกฤษเหมือนคุณและก็ใช้ผิดด้วย มันก็ง่ายที่พวกเขาจะฟังคุณเข้าใจอีกหล่ะ
การทดสอบที่ดีที่สุดก็คือ ไปที่ประเทศอเมริกาหรืออังกฤษและก็ลองพูดกับผู้คนแถวนั้น อาจจะเป็นพนักงานขายของที่ supermarket ,คนขับแท็กซี่ ฯ ถ้าพวกเขาสามารถเข้าใจคุณแสดงว่าคุณสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้แล้วหล่ะ
 
โชคไม่ดีเลยที่นักเรียนภาษาอังกฤษเพิกเฉยต่อ pronunciation พวกเขาสื่อสารกันในชั้นเรียนได้ดังนั้นพวกเขาก็เลยคิดว่าเก่งพอและ่ พอคิดว่าวิทยายุทธดีแล้วก็ไปกะเหรี่ยงที่เมืองนอกต่อ ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
 

Communication is not enough

ถ้าคุณสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ ก็ยินดีด้วย มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
แต่มันอาจจะไม่เพียงพอ
จินตนาการว่า ถ้าการออกเสียงภาษาอังกฤษของคุณอยู่ใน ระดับ 2 ภาษาอังกฤษของคุณสามารถเข้าใจได้ แต่คุณก็ยังมีสำเนียงที่แข็งกระด้าง (strong accent) ซึ่งไม่เป็นที่พอใจของคนฟังเลย
 
สุดท้าย อยากจะบอกว่า pronunciation ของคุณสำคัญมาก มันทำให้คนฟังประทับใจเมื่อแรกเจอ แน่นอนมันเป็นเรื่องจริง
ไม่มีใครบอกคุณหรอกว่าคุณมีภาษาอังกฤษที่ดีนะ ถ้าคุณยังมีสำเนียงแข็งๆอยู่
แต่ถ้าคุณมีสำเนียงที่ฟังแล้วลื่นหู น่าพึงพอใจ ก็จะมีแต่คนที่สนใจอยากคุยกับคุณ อยากใช้เวลาด้วย แต่ในทางกลับกันถ้าสำเนียงแย่แล้ว หลายคนจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปคุยกับคุณก็เป็นได้
 
เพราะฉะนั้น เรามาฝึก pronunciation ดีดีกันเถอะ
 
Translate from : http://antimoon.com

การเน้นเสียง (Voice Emphasis)

posted on 02 Oct 2007 20:05 by kickapu  in Pronunciation
เราอาจจะพบการเน้นเสียงต่อไปนี้
Bob's white cat is climbing up the tree.
เพราะต้องการเน้นสี
Bob's white cat is climbing up the tree.
เพราะกำลังบอกว่าแมวกำลังปีนขึ้นไม่ใช่ลง
You could help me with the dishes.
อาจจะเป็นการพูดประชดประชัน
It can't be nine o'clock already!
แสดงความประหลาดใจ
บางครั้งอาจจะเป็นข้อความประเภทเกินความเป็นจริง
A: Did you see bird's concert last night?
B: See it? I lived it!
A: Do you need a little help?
B: Help? I need a miracle!
A: Are you hungry?
B: Hungry? I'm starving!
อาจะเน้นเสียงเกินจริงในความหมายที่ว่า
Yes,I certainly do! หรือ
I certainly am. = อ๋อแน่นอน สุดยอดเลย
ตัวอย่างอื่นๆของการเน้นเสียง
We'll be lucky if we get there by the year 2007.
เราเจออุปสรรคมากมายจนกระทั่งไม่ว่าจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องใช้เวลายาวนาน
We might as well be in Shomin.
เราพลัดไปอยู่สถานที่ห่างไกล(ความเจริญ)คือเมือง Shomin อยู่ห่างไกลความเจริญมาก
We might as well walk to bangkok from Supanburi.
เป็นการประชดประชันว่าเส้นทางคมนาคมแย่มาก อย่างนี้เดินไปดีกว่า (มีค่าเท่ากัน)
Only...
คำว่า only ถ้าพูดเน้นจะเป็นการตอบคำถามที่หมายความว่า "Yes","Of course",หรือ "Yes,a lot"
Did you have fun at the dance?
I only danced my feet off.
If only...
If only หมายความว่า I really wish = ฉันอยากจะ...เหลือเกิน
If only I had known before now!
If only I had a million dollars!
Did/was/is
ถ้าผู้พูดคนที่ 2 เน้น did,was,is ในการโต้ตอบครั้งแรก แสดงว่ากำลังรู้สึกประหลาดใจหรือทึ่ง
A: Peter was the life on the party.
B: So,Peter did go.
A: Don't you love Michael's new musical arrangements?
B: So,those are his work.
A: Why didn't you come to your door when I rang?
B: That was you!
Can always...
Can alwaysเป็นการพูดเตือนให้คุณรู้ว่ายังมีทางเลือกอื่นอยู่อีก
You can always change your mind.
If you don't like the party,you can always go home.
Can't...
Can't เป็นการแสดงความประหลาดใจของเขาประมาณ "ฉันรู้ว่าเป็นความจริง แต่ฉันไมอยากจะเชื่อ"
It can't be eight o'clock already!
This can't be my last dollar!
That can't be our bus pulling out of the station.

edit @ 2007/10/02 20:33:59

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น